ตาอยู่แกเป็นคนพื้นเพเดิมอยู่ที่จังหวัดพังงา ประกอบอาชีพเหมือนๆกับชาวบ้านชนบทที่ห่างไกล ช่วงไหนเป็นช่วงหาปลาได้ง่ายก็หาปลา เป็นชาวประมงจากการเรียนรู้ตามภูมิบรรพบุรุษ รอบๆบ้านก็เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงหมู เลี้ยงหมา ตามประสาที่มี ว่างๆก็กินเหล้า เมายาไปเรื่อย วัดวา อาราม ก็ไม่เคยเข้า เคยหา หากจะเข้าสักครั้งก็งานประเพณี ที่มีมโหรสพ บันเทิงเริงรมณ์ เมากลิ้งอยู่หน้าเวทีบ้าง หลับอยู่ตามศาลาวัดบ้าง เป็นที่อิดหนาระอาใจของพ่อ แม่ พี่ น้อง ลูกเมีย พ่อ แม่ ไม่เคยสนใจ ลูก เมีย ไม่เคยใยดี ตาอยู่แกใช้ชีวิตแบบสบายๆอย่างที่แกคิด “ว่านี่แหละใช่แล้ว นี่แหละชีวิต ชีวิตที่ถูกต้องแล้ว”
มิหนำซ้ำตาอยู่ยังมีพฤติกรรมที่เพื่อนบ้านต้องเมินหน้าหนี บ่อยครั้งที่พี่ๆ น้องๆ ต้องเข้ามาช่วยกันด่าว่าและไล่ตะเพิดห้ามปรามการกระทำที่แย่มากของแก วันไหนที่เมาเหล้า เมายามาตาอยู่จะด่าว่าทุบตีเมียและลูก หากอยากได้มากๆเข้าแม้กระทั้งลงไม้ลงมือทุบตี แย่งชิง จากบุพการีก็ยังมีให้เห็น ตาอยู่ก็ยังคิดว่า “ นี่แหละชีวิต ชีวิตที่ถูกต้องแล้ว ”
ตาอยู่ใช้ชีวิตกับเพื่อน เพื่อนในสังคมของตาอยู่ วันนี้มีเหล้าไหม? วันนี้มียาไหม? วันนี้ล้มวัวสักตัวได้ไหม? วันนี้ไปเล่นกุ้งปลา ที่ไหนดี? ตรงไหนมันปลอดๆพอหยิบฉวยอะไรได้ไหม? มันเป็นคำพูดในสังคมของตาอยู่ มันเป็นคำพูดที่ดูเหมือนว่าเป็นคำทักทายของสังคมนี้ ตาอยู่กับพวกสร้างวีรกรรม วีรเวร จนเพื่อนบ้านเอือมระอา หวาดระแวง ชีวิตไม่เป็นสุข ตาอยู่ก็ยังคิดว่า “ นี่แหละชีวิต ชีวิตที่ถูกต้องแล้ว ”
ประสบพบโอกาส สวรรค์ยังมีตา หลวงพ่อที่วัดเหนือ อันเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน เจอะเจอตาอยู่วันบิณฑบาตรช่วงวันเข้าพรรษาแล้วคุยด้วย
หลวงพ่อ: ตาอยู่เป็นอย่างไรบ้าง? สบายดีไหม? งดเหล้า งดยา งดบุหรี่ งด....และงด.....ลงบ้างก็ดีนะ ช่วงนี้เข้าพรรษา อาตมาขอบิณฑบาตร
ตาอยู่: ซึ่งยังอยู่ในอาการที่ยังไม่สร่าง พูดว่า หลวงพ่อวันนี้เป็นอย่างไร มาหาเรื่องแต่เช้า ข้าวก็ไม่ซื้อ น้ำก็ไม่หา ปลาก็ไม่จับ งานก็ไม่ทำ เอาแต่เดินขอ มีแต่คนให้ ทุกอย่างฟรีหมด นอนแต่หัวค่ำ ตื่นมาก็มีกิน อย่ามายุ่งวุ่นวายกับคนทำมาหากิน หลวงพ่อนะ ไม่ใช่พ่อ พ่อยังเตะเลย อย่ายุ่ง อย่าลามปาม
หลวงพ่อ: ตื่นเถอะโยม หลับมานานแล้ว เช้าแล้ว ตะวันขึ้นแล้ว เปิดตาตื่นเถอะ
ตาอยู่: เอะหลวงพ่อนี่พูดไม่รู้เรื่อง คนตื่นหาว่าหลับ หลวงพ่อเมาหรือเปล่า เมื่อคืนแอบกินเหล้าหรือเปล่า วันไหนว่างๆเรียกผมกะพวกได้นะ ไปดีกว่าคุยกะคนเมาคุยไม่รู้เรื่อง นี่พระเมายิ่งไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่ ไป ไป ไป ตาอยู่ไล่หลวงพ่อด้วยอารมณ์เสีย
เคราะห์หามกรรมซัดตาอยู่เดินออกมาบนถนนในอาการที่ยังเป่อยู่รถมอเตอร์ไซด์วัยรุ่นขับมาชนพอดี ตาอยู่สลบเหมือดแน่นิ่งไปทันตา ตาอยู่มองเห็นดาวพราวพรั่งอยู่ลิบๆ สลับกับบางครั้งเมฆหมอกพวยพุ่ง หมุนวนเหมือนกับช่วงพายุฝน หมุนวนรุนแรงอย่างบ้าคลั่ง ดูดตาอยู่เข้าไป ในอุโมงค์ที่มืดสนิท ตาอยู่แคว้งคว้างอยู่ในหลุมดำอย่างยาวนาน นานจนตาอยู่คิดว่าเมื่อไรจะเจอพื้นสักที
เคราะห์หามกรรมซัดตาอยู่เดินออกมาบนถนนในอาการที่ยังเป่อยู่รถมอเตอร์ไซด์วัยรุ่นขับมาชนพอดี ตาอยู่สลบเหมือดแน่นิ่งไปทันตา ตาอยู่มองเห็นดาวพราวพรั่งอยู่ลิบๆ สลับกับบางครั้งเมฆหมอกพวยพุ่ง หมุนวนเหมือนกับช่วงพายุฝน หมุนวนรุนแรงอย่างบ้าคลั่ง ดูดตาอยู่เข้าไป ในอุโมงค์ที่มืดสนิท ตาอยู่แคว้งคว้างอยู่ในหลุมดำอย่างยาวนาน นานจนตาอยู่คิดว่าเมื่อไรจะเจอพื้นสักที
ด้วยความโล่งใจตาอยู่เจอพื้น มองดูบริเวณรอบๆข้าง ที่ไหนว่ะ ทำไมมันฟ้าออกสีแดงๆ หม่อนๆอย่างนี้ ทำไมมันชื้นๆแฉะๆ ตาอยู่เดินไป สำรวจไป ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ ตาอยู่เจอเพื่อนรักเข้าแล้ว เฮ้ยๆ ไอ้ทวย ไอ้ทวย ตาทวยที่มีพฤติกรรมไม่แตกต่างจากตาอยู่ ตาทวยจึงเป็นเพื่อนรักกับตาอยู่อย่างแนบแน่น ตาอยู่เรียกด้วยความสุขที่เจอเพื่อนรัก เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน นานมาหลายปี จำได้ว่าวันสุดท้ายที่เจอกันคือวันที่ล้มวัวกินเหล้า วัวที่ขโมยมาจากชาวบ้านช่วงหน้านาก่อนเข้าพรรษา ไอ้ทวยนี่แหละเป็นคนไปขโมยมา ตาอยู่ยังจำวีรกรรมของตาทวยได้อย่างแม่นยำ
ตาอยู่:ไอ้ทวย ไอ้ทวย เป็นไงว่ะสบายดีไหม ตาอยู่ทักทายตาทวยยังกะที่หลวงพ่อทักเลย
ตาทวย: แย่ว่ะมาอยู่ที่นี่ หลังจากที่ข้าไปขโมยวัวอีก ข้าถูกเจ้าของวัวยิงตาย ตายคารั้ววัวเลย เท่าที่ข้าตายมานี่ ทุกข์ ทรมานมากเลย ทุกข์ยิ่งกว่าทุกข์ ทรมานยิ่งกว่าทรมาน ที่นี่เขาเรียกว่าอเวจีมหานรก เป็นนรกที่เป็นหลุมสุดท้ายของนรก เรียกว่านรกของนรกก็ว่าได้ สุดๆเลย ไอ้อยู่เพื่อนรัก
ตาอยู่: ซึ่งได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง อเวนิวมหานครหรือ ชั้นสุดๆเลยหรือ ท่าทางไม่เบาเลยนะ มิน่าเอ็งเลยหายมาเสียนาน ไม่คิดถึงเพื่อนซี้อย่างข้าบ้างเลย แหมวันนี้ถ้าข้าไม่หลงพบเข้าโดยบังเอิญเอ็งคงไม่ไปตามข้ามาด้วยแน่ เอ็งนี่แย่จริงๆ
ตาทวย: ไม่ใช่ไอ้อยู่ เอ็งฟังข้าให้ชัด ที่นี่เรียกว่าอเวจีมหานรก เป็นนรกชั้นสุดท้าย ข้าจะบอกให้ และทำตน ปฎิบัติตัวให้ถูก ตาทวยสอนตาอยู่ยังกะรุ่นพี่ช่างกลรับรุ่นน้อง แล้วตาทวยก็เริ่มบรรยายพิเศษให้ตาอยู่ฟัง
1.สัญชีพนรก สัญชีพนรกห่างไกลจากมนุษย์โลกเรานี้ไปทางเบื้องต่ำภายใต้พื้นดินธรณีประมาณ 15,000โยนช์ ปรากฏว่าสัญชีมหานรกประดิษฐานอยู่ สัตว์นรกในมหานรกขุมนี้มีอายุถึง 500 ปี ของนรกขุมนี้ 5 ล้านปีของเมืองมนุษย์ เป็นหนึ่งวันของเมืองนรกขุมนี้ แล้วก็เดือนหนึ่งมี 30 วัน แล้วก็ปีหนึ่งมี 12 เดือนเหมือนกัน เหล่าสัตว์ผู้ไปเกิดเป็นถึงแม้ว่าจะได้รับทุกข์โทษอย่างเสนสาหัสจนขาดใจตายไปแล้ว ก็กลับเป็นขึ้นมาอีกได้ หมายความว่า บุคคลผู้มีใจบาปหยาบช้าลามกซึ่งตายไปตกนรกขุมนี้แล้ว เขาก็จะคล้าย ๆ กับว่ามีตัวตนเป็นกายสิทธิ์ คือไม่มีวันที่จะตายกันเลย ถึงแม้จะได้รับโทษอย่างแสนสาหัสจนทนไม่ไหวขาดใจตายไปก็จริง ถึงกระนั้นก็ต้องมีชีวิตชีวา กลับเป็นขึ้นมารับทุกข์โทษต่อไปอีก ฉะนั้นมหานรกนี้จึงมีชื่อว่า สัญชีวมหานรก(นรกขุมใหญ่ซึ่งทำให้ไม่มีวันตาย)
2.กาฬปุตตะ กาฬปุตตะมหานรก ห่างไกลจากสัญชีวมหานรกลงไปภายใต้ประมาณได้ 15,000โยชน์ สัตว์ที่เสวยทุกขเวทนาอยู่ถึง 1,000 ปีนรก 36 ล้านปีมนุษย์ เป็นหนึ่งวันของเมืองนรกขุมนี้ นรกขุมนี้มีกรรมหนักกกว่า แล้วก็มีอายุมากกว่า สัญชีพนรกอีก ปรากฏว่ามีกาฬปุตตะมหานรกประดิษฐานอยู่เหล่าสัตว์ผู้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกขุมนี้ ย่อมถูกลงโทษโดยนายนิรยบาลพากันเอาเส้นเหล็กเเดงลุกเป็นไฟมาตีให้เป็นเส้นดำเข้าตามร่างกาย แล้วก็เอาเลื่อยนรกมาเลื่อย หรือเอาขวานนรกมาผ่า หรือเอามีดนรกมาเฉือนกรีดไปตามรอยเส้นดำที่ตีไว้นั้น ไม่มีผิดรอยได้ ฉะนั้นมหานรกขุมนี้จึงมีชื่อว่า กาฬปุตตะมหานรก(นรกขุมใหญ่ซึ่งมีการลงโทษตามเส้นบรรทัดดำ)
3.สังฆาฏ สังฆาฏมหานรก ห่างไกลจากกาฬสุตตมหานรกลงไปภายใต้ประมาณ 15,000โยชน์ นรกขุมนี้มีอายุ 2,000 ปีนรก 145 ล้านปีของมนุษย์เท่ากับหนึ่งวันของนรกขุมนี้ปรากฏว่าสังฆฏมหานรกประดิษฐานอยู่เหล่าสัตว์นรกในมหานรกขุมนี้ ย่อมถูกลงโทษโดยถูกภูเขาเหล็กแดงกลิ้งไปกลิ้งมา กลิ้งเข้าหากัน บดบรรดาสัตว์ทั้งหลายให้แหลกเหลวไป เมื่อภูเขาเหล็กเลยไปแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ คือร่างกายเต็มตามเดิม แล้วก็พากันวิ่งหนีภูเขาไฟแต่ก็มาเจอนายนิริยบาลตีด้วยค้อนบ้างแทงด้วยหอกบ้าง เลยต้องพากันวิ่งไปบนแผ่นเหล็กแดง ซึ่งมีไฟเผาลุกโชนอยู่ตลอดเวลา และข้างก็ภูเขาไฟกลิ้งมา ทางพวกสัตว์นรกวิ่งต่างก็วิ่งย้อนมาทางเดิมก็ต้องมาเจอกับนายนิริยบาลเคยทุบตีเข้าให้อีก ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสอยู่ตลอดเวลาไม่ว่างเว้น ฉะนั้นมหานรกขุมนี้จึงมีชื่อว่า สังฆฏมหานรก(นรกขุมใหญ่ซึ่งมีการลงโทษโดยมีภูเขาไฟบดขยี้ร่างกาย)
4.โรรุวนรก โรรุวมหานรก ห่างไกลจากสังฆฏมหานรกลงไปในภายใต้ประมาณได้15,000 โยชน์ นรกขุมนี้มีอายุ 4,000 ปีนรก 234 ล้านปีเมืองมนุษย์เท่ากับหนึ่งวัน ของนรกขุมนี้ ปรากฏว่าโรรุวมหานรกประดิษฐานอยู่เหล่าสัตว์ ดอกบัวเหล็กใหญ่มาก กลีบก็เป็นเหล็ก ซึ่งมีไฟนรกลุกแดงโพลงอยู่ตลอดเวลา ผู้ไปอุบัติเกิดเป็นสัตว์นรกในมหานรกขุมนี้ จะถูกบังคับให้ขึ้นไปนั่งบนดอกบัว เมื่อขึ้นไปบนดอกบัวแล้วกลีบบัวก็บานขึ้น บานแล้วก็เป็นเหล็กแดงมีกระแสไฟพวยพุ่งออกมาจากกลีบ คราวนี้ดอกบัวก็จะถูกไฟเผาจนแดง ไฟกรดยังเผาอยู่ตลอดเวลา พลุ่งอยู่ตลอดเวลาเขาบังคับ คือกฏของกรรมบังคับให้สัตว์ค่อย ๆ ก้มหัวลง ขึ้นไปยืนบนดอกบัวแล้วแหย่ขาลงไปในระหว่างกลีบ กรรมมันบังคับให้ตัวค่อย ๆ ก้มลง ๆ ในที่สุดก็จุ่มลงไปในโคนของกลีบดอกบัวมือทั้งสองข้างก็ยันลงไปในโคนของกลีบดอกบัว เมื่อพร้อมแล้วกลีบบัวก็งับเข้ามาเป็นกลับเหล็ก ร้อนก็ร้อน คมก็คม หัวจรดลงไปถึงแค่คาง มือจมลงไปถึงแค่ข้อมือ เท้าทั้งสองจมลงไปถึงแค่ข้อเท้า เจ็บก็เจ็บร้อนก็ร้อน ถูกไฟเผาอยู่ตลอดเวลา ดอกบัวเหล็กก็รัดเข้าไป ความทุกข์ทรมานก็คงอยู่อย่างนั้นนานหนักหนาจนกว่าจะสิ้นอายุ 4,000 ปีนรก เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่าสัตว์นรกทั้งหลายก็ย่อมจะส่งเสียงร้องไห้ครวญครางเป็นธรรมดา ทุกถ้วนหน้าสัตว์นรกซึ่งมีอยู่มากมายหลายเป็นขุมนรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ร้องครวญคราง ฉะนั้นมหานรกขุมนี้จึงมีชื่อว่า โรรุมหานรก (นรกขุมใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ สัตว์เหล่านี้ไม่เคารพ กรรมบถ 10 จึงต้องมาเสวยทุกข์ในนรกขุมนี้)
5.มหาโรรุวมหานรก มหาโรรุวมหานรก ห่างไกลจากโรรุวมหานรกลงไปในภายใต้ประมาณได้ 15,000โยชน์ นรกขุมนี้มีอายุ 8,000 ปีนรก เทียบกับเมืองมนุษย์ได้ 9,216 ล้านปีเป็น 1 วันของนรกขุมนี้ ปรากฏว่ามหาโรรุวมหานรกประดิษฐานอยู่เหล่าสัตว์ผู้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกในมหานรกขุมนี้ ย่อมถูกลงโทษโดยวิธีให้ยืนแข็งทื่ออยู่ในดอกบัวเหล็กตั้งบานสะพรั้งเหมือนกันเป็นดอกบัวที่น่าหวาดกลัว ไม่น่าชม ใกล้ ๆ ดอกบัวมีแหลนหลาวปักเอาปลายขึ้น มีไฟลุกโชนเหมือนกัน ดอกบัวนี้ไม่งับไม่กางงับไม่สนิทเหมือนดอกบัวขุมก่อน ขุมก่อนงับสนิทหนีไม่ได้ ดอกบัวขุมนี้กลีบแต่ละกลีบคมเป็นกรดคมมากกว่าขุมก่อน มิหนำซ้ำยังร้อนแรงมากกว่าสัตว์นรกขึ้นไปบนนั้นแล้วถูกความร้อนเผาเพราะอำนาจความร้อนเต้นเร่า ๆ ๆ เต้นไปเต้นมากลีบดอกบัวมันก็บาดเข้าไปในเนื้อไฟก็เผาชะแลบแล่เนื้อหนังหล่นลงมา หมานรกก็คอยกินเนื้อหนังสัตว์เหล่านั้นอยู่ข้างล้าง บ้างก็หล่นลงมาถูกแหลนหลาวเสียบไฟก็เผาเนื้อหล่นลงมาหมาก็มารุมกิน รุมแทะเหลือแต่กระดูก ไม่ตายหรอก พอเหลือแต่กระดูกมันเจ็บแสบเหลือเกิน ร่างกายจับเข้าเป็นกายใหม่ พอเป็นกายเต็มแล้ว นายนิริยบาลก็เอาหอกเที่ยวไล่แทง บังคับให้ขึ้นไปอยู่บนดอกบัวอีก ทำให้สัตว์นรกได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ส่งเสียงร้องโอดโอยครวญครางเสียงดังมากกว่ามาก ฉะนั้นมหาโรรุมหานรกขุมนี้จึงมีชื่อว่า มหาโรรุวมหานรก (นรกขุมใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงร้องครวญครางมากกว่ามาก ถ้าจะถามว่าสัตว์เหล่านี้ต้องโทษอะไร ก็คือกรรมบถ 10 )
6.ตาปะมหานรก ตาปะมหานรก ห่างไกลจากมหาโรรุวมหานรกลงไปในภายใต้ประมาณได้ 15,000โยชน์ นรกขุมนี้ สัตว์มีอายุ 1 หมื่น 6 พันปีนรก 184,212 ล้านปีเมืองมนุษย์เท่ากับ 1 วันของนรกขุมนี้ ปรากฏว่ามีตาปะมหานรกประดิษฐานอยู่เหล่าสัตว์ผู้อุบัติเกิดเป็นสัตว์นรกในมหานรกในขุมนี้ ย่อมถูกลงโทษโดยวิธีถูกย่างให้ร้อนบนปลายหลาวเหล็กซึ่งโตเท่าลำตาล แหลมหลาวทั้งหลายเหล่านั้น มันเที่ยวไล่เสียบไล่แทงบรรดาสัตว์ทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้ ความจริงไม่มีชีวิต มันเสียบแทงสัตว์ทั้งหลายแล้วก็ตั้งขึ้นไว้ ไฟก็ไหม้ เนื้อหนังหล่นลงมาไหม้ เรียกว่าถูกไฟไหม้เนื้องหนังก็ทนไม่ไหว เนื้อก็ค่อย ๆ หล่น ขยายตัวลงมา ผลที่สุดบรรดาสัตว์นรกทั้งหลายก็ทนอยู่บนแหลนไม่ไหว หล่นลงมาข้างล้างถูกพื้นเหล็กแดงเป็นเพลิงข้าล้างร้อนจัด ไฟก็เผา สุนัขตัวใหญ่ ๆ พากันวิ่งมากัดกิน กัดกินเนื้อ มันทั้งเจ็บทั้งแสบทั้งร้อน พอเข้าไปถึงกระดูกมันก็แทะกระดูกอีก สัตว์ทั้งหลายเหลือแต่กระดูก ธรรมดาคนและสัตว์ในเมืองมนุษย์ ถ้ามันเหลือแต่กระดูกแล้วชีวิตมันก็ไม่เหลือ แต่ทว่าในเมืองนรกนี้หาความตายไม่ได้ เพราะว่าเขาเอามาเพื่อทรมาน ให้เข็ดหลาบจำกัน ฉะนั้นมหานรกขุมนี้จึงมีชื่อว่า ตาปะมหานรก (นรกขุมใหญ่ซึ่งทำให้สัตว์นรกทั้งหลายเร่าร้อน)
7.มหาตาปนมหานรก มหาตาปนมหานรก ห่างไกลจากตาปนมหานรกไปในภายใต้ประมาณได้ 15,000โยชน์ อายุของสัตว์นรกขุมนี้เขาไม่ได้บอกกำหลดเวลาไว้ ท่านบอกว่ามีอายุครึ้งกัป อายุหนึ่งกัปนั้นอุปมาว่า มีภูเขาหินแข็งแรงลูกหนึ่งสูง 1 โยชน์ กว้างหนึ่งโยชน์ ยาว 1 โยชน์ ถึงเวลา 100 ปีจะมีเทวดาองค์หนึ่งเอาผ้าเนื้ออ่อนเหมือนสำลีมาปัดภูเขานั้นครังหนึ่ง ปัดทีหนึ่งแล้วก็กลับไป 100 ปีมนุษย์ก็มาปัดอีกทีหนึ่ง จนกระทั้งภูเขาหินนี้เหี้ยนเตียนลงไป หาหินไม่ได้เลยเหลือแต่ดินล้วน ๆ นั้นเป็นอายุประมาณ 1 กัป ปรากฏว่ามีมหานปนมหานรกประดิษฐานอยู่เหล่าสัตว์ผู้ไปอุบัติเกิดเป็นสัตว์นรกในมหานรกขุมนี้ ท่านบอกว่ามีกำแพงกั้นทุกด้านมีไฟพุ่งเข้ามาทุกด้าน อันนี้เหมือนกับนรกขุมอื่น แต่ทว่าไฟนี่ไม่มีเปลวจริง ๆ คล้ายกับแสงสว่างธรรมดา แต่มีความร้อนแรงมาก แล้วก็มีภูเขาเหล็ก ในนรกนี่เเปลกมีภูเขาเหล็ก ตั้งอยู่ระหว่างขุมนรกเยอะแยะไปหมด ความร้อนก็มาก ไฟพุ่งมาทุกทิศ จากข้างล้างถึงข้างบน จากข้างบนลงข้างล้างจากทิศเหนือทิศใต้ ทิศซ้ายทิศขวา พุ่งเข้ามารวมกันในจุดกลาง เหล็กหรือก็แดงฉานสัตว์นรกเนื้อและกระดูกแดงเหมือนเหล็กถูกเผาสุก ไฟนี้มีความร้อนแรงมากกว่าเมืองมนุษย์หลายสิบล้านเท่า นายนิริยบาลบังคับให้สัตว์ขึ้นเขา ถ้าไม่ขึ้นก็เอาหอกเสียบ หอกแทง เอาค้อนทุบ ไล่ตีพวกสัตว์นรกทั้งหลายเหล่านี้มันก็เจ็บอยู่แล้วพอไฟเข้ามามันก็ร้อน พื้นก็ร้อน ถูกเขาบังคับแบบนั้นมันก็ต้องไป ต้องวิ่งขึ้นไป พากันวิ่งไปบนยอดเขา ภูเขาก็เป็นไฟทั้งลูก ร้อนแรงแล้วก็เป็นเหล็ก ไฟข้างนอกก็พุ่งเข้ามา พอหล่นลงมาก็เสียบกับแหลนแหลว ที่ปักเรียงรายอยู่รอบ ๆ เขา สัตว์ก็ดิ้นเร่า ๆ มีความร้อน มีความเจ็บ ทุกข์ทรมานมากที่สุดเมื่อโดนเสียบแบบนั้น ถูกไฟเผาหนักเข้า ในที่สุดก็หล่นลงมาจากแหลนหลาว ร่างกายก็เต็มบริบูรณ์ และก็ถูกไฟเผ่าตามเดิม นายนิริยบาลก็เข้าไปเอาค้อนทุบบ้างเอาหอกเสียบบ้าง บังคับให้ขึ้นเขาต่อไป สัตว์นรกเหล่านี้จึงได้รับความทุกข์ทรมานยิ่งกว่ามหานรกขุมที่ 6 ที่กล่าวมาแล้วนั้นมากกว่า ฉะนั้นมหานรกขุมนี้จึงมีชื่อว่า มหาตาปะมหานรก (นรกขุมใหญ่ซึ่งทำให้สัตว์นรกทั้งหลายเร่าร้อนมากกว่ามาก)
8.อเวจีมหานรก อเวจีมหานรก ห่างไกลจากมหาตาปนมหานรกลงไปในภายใต้ประมาณได้ 15,000โยชน์ นรกขุมนี้มีอายุหนึ่งกัปพอดี การลงโทษของนรกขุมนี้มีเป็นพิเศษ นรกตั้งแต่ขุมที่ 1 ถึงขุมที่ 7 หรือว่าขุมอื่น บรรดาสัตว์ทั้งหลายมีการเคลื่อไหวได้ แต่ทว่าอเวจีมหานรกนี่ ไม่มีการเคลื่อไหว นรกขุมนี้มีกำแพงพิเศษทั้งข้างล้างข้างบน และทั้ง 4 ด้านหนา สัตว์นรกเหล่านั้นยืนแล้วมีกำแพงทั้ง 6 ด้าน ด้านข้าง 4 ด้าน ข้างบนข้างล่าง ไฟก็พุ่งมาทั้ง 6 ทิศ หอกทั้งเบื้องล้างเบื้องบน ด้ามหอกฝังอยู่กำแพงด้านบน ปลายหอกเสียบตั้งแต่หัวทะลุก้นและปักลงไปปักอยู่กำแพงด้านล้าง ด้านหน้า ด้านติดอยู่กับกำแพงด้านหน้า ตรงกลางหอกติดอยู่ที่อกของสัตว์นรกเหล่านั้น ด้านปลาย เอาหอกไปปักอยู่กำแพงด้านหลัง ด้านข้างก็เหมือนกันทั้งมือเท้า ทั้งตัว ถูกเสียบด้วยหอกหลายสิบเล่ม ได้รับความทุกข์ทรมานที่สุดไม่สามารถขยับเขยื่อนได้ เพราะถูกหอกมันตรึงเข้าไปหมด หอกก็เสียบ หอกเป็นเหล็กไฟ แล้วไฟก็พุ่งเข้ามาทั้ง 6 ด้าน กระดูกแดงฉานเหมือนเหล็กสุก ไม่มีทางที่จะดิ้นรนได้
ความทุกข์ที่ทรมานที่ได้รับนั้นมันเป็นความทุกข์ทรมานที่เสมอราบเรียบหนักหนาอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน อยู่อย่างนั้น สิ้นเวลา 1 กัป ไม่มีการผ่อนปรนเป็นความเบาบางเป็นบางครั้งบางคราวเหมือนมหานรกขุมอื่น เพราะเหตุที่นรกขุมนี้มีเปลวไฟนรกและความทุกข์หนักปรากฏอยู่เสมอ ไม่มีขณะที่ว่าง หรือขณะที่ผ่อนปรนให้เป็นความเบาบางเลยแม้แต่สักนิดเดียว ฉะนั้นมหานรกขุมนี้ จึงมีชื่อว่า อเวจีมหานรก (นรกขุมใหญ่ซึ่งปราศจาก(เคลื่อนกล่าวคือ ความเบาบางแห่งความทุกข์)
ความทุกข์ที่ทรมานที่ได้รับนั้นมันเป็นความทุกข์ทรมานที่เสมอราบเรียบหนักหนาอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน อยู่อย่างนั้น สิ้นเวลา 1 กัป ไม่มีการผ่อนปรนเป็นความเบาบางเป็นบางครั้งบางคราวเหมือนมหานรกขุมอื่น เพราะเหตุที่นรกขุมนี้มีเปลวไฟนรกและความทุกข์หนักปรากฏอยู่เสมอ ไม่มีขณะที่ว่าง หรือขณะที่ผ่อนปรนให้เป็นความเบาบางเลยแม้แต่สักนิดเดียว ฉะนั้นมหานรกขุมนี้ จึงมีชื่อว่า อเวจีมหานรก (นรกขุมใหญ่ซึ่งปราศจาก(เคลื่อนกล่าวคือ ความเบาบางแห่งความทุกข์)
ตาทวย: เอาล่ะไอ้อยู่ ข้าจะพาเอ็งไปดู ตาทวยพูดขึ้นหลังจากบรรยายพิเศษให้รุ่นน้องตาอยู่ฟังเสร็จแล้วตาทวยพาตาอยู่ไปดูนรกทั้ง 8 อย่างทั่วถึง พร้อมคำบรรยายที่ละเอียดยิบ ยังกะเรียกว่าทัศนศึกษาก็ว่าได้ ตาอยู่ดูไป ทัศนศึกษาไปอย่างใจจดใจจ่อ เสียวไป ขนหัวลุกไป แล้วก็คิดเปรียบเทียบกับตัวเองไปเรื่อยๆ คิดอยู่ในใจว่า เราเองนั้นอยู่ขุมไหนกันแน่ แล้วถ้าเลือกจะเลือกขุมไหนดี แน่ล่ะ นี่ไม่ใช่อเวนิวมหานครแน่แท้แล้ว
ตาทวย: เอาล่ะเรียบร้อยแล้วนะไอ้อยู่ข้าต้องไปแล้วถึงวันเดือนสิบแล้วข้าต้องไปรับส่วนบุญ ส่วนกุศลก่อนลูกหลาน เจ้ากรรม นายเวรทั้งหลายเขาทำบุญ ข้าจะไปรับบุญเผื่อว่าบาปจะได้เบาบางลง จำไว้นะไอ้น้อง วันสารทเดือนสิบตรตรงกับวันแรม 1 ค่ำเดือน 10 ถึงวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 นรกจะเปิด พญายมเริ่มปล่อยตัวจากนรกให้ขึ้นมารับส่วนบุญ จำไว้นะ จำไว้ให้ดี ตาทวยหายไปในทันใด
ทุกคนตกใจอย่างหนักเมื่ออยู่ๆ ตาอยู่ซึ่งสลบตั้งแต่ต้นเข้าพรรษาจนถึงวันที่ฟื้นในวันแรม1ค่ำเดือน10 ตาอยู่ชะตายังไม่ถึงฆาต บาปยังไล่บุญเก่าไม่ทัน แม้นว่าบาปในชาตินี้นั้นหนักหนา ตาอยู่รำพึงออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ตาอยู่ฟื้นขึ้นมาโดยที่ไม่มีอาการอื่นใดที่ผิดปกติ แต่สิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับตาอยู่คือวิถีชีวิตและการปฎิบัติตน ที่แตกต่างจากชีวิตก่อนสลบและหลังสลบอย่างสิ้นเชิง และไม่เคยละเลยที่จะทำบุญเดือนสิบ ร่วมประเพณีชิงเปรตเพื่อส่งผลบุญให้กับเพื่อนทวย และรำพึงว่า “ นี่แหละชีวิต ชีวิตที่ถูกต้องแล้ว ”
ดร.ทินโน ขวัญดี
วันสารทเดือนสิบ2554

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น